เจาะลึกโจโจ้(part4)


“Into Oblivion”

สารภาพตามตรงว่า สมัยเด็กๆนั้นผมไม่ชอบภาค 1 เลยครับ เคยคิดว่าเป็น
ภาคที่ห่วยที่สุดด้วยซ้ำ เพราะเด็กที่โตมากับมังงะลายเส้นสะอาดๆ พอมา
เจอลายเส้นดุดันแบบนี้ ทำให้มันทำใจลำบากมากที่จะอ่านจนจบ …แต่พอ
อายุมากขึ้น ผมก็เริ่มมีทัศนคติที่ดีกับลายเส้นและเนื้อหาโบราณแบบนี้มากขึ้น 
จนพอได้ลองคิดวิเคราะห์ถึงสิ่งต่างๆในภาคแรกก็ทำให้เห็นอะไรๆหลายๆ
อย่างที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องดราม่าในช่วงต้นๆที่เข้มข้น พอเข้าสู่ช่วงพลิกผัน
กลางๆเรื่อง ก็จะเข้าสู่เรื่องแนวชะตากรรมที่หลีกไม่พ้นที่สุดจะน่าติดตาม 
ทำให้เริ่มชอบภาค 1 มากขึ้นไปเลย จนในที่สุดผมก็รวบรวมสิ่งที่อยากเขียน
ถึงโจโจ้ภาคนี้ออกมาเป็นบทความยาวๆอันนี้นี่เองครับ


การจะบอกว่าโจโจภาคแรกเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ไม่มีความหมายอะไรนอกจาก
การเป็น ภาคแรก” นั้น มันคงจะเป็นการดูแคลนกันไปหน่อย เพราะในฐานะ
นักเขียนการ์ตูนมือใหม่ที่มีผลงานฮิตเงียบๆในมาก่อน นี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น
ที่สนุกและมีสเน่ห์มาก และกลายเป็นตำนานมังงะในยุคปลายๆ 80 หน้าหนึ่ง 
จนทุกวันนี้ยังมีการพูดถึง หรือโดนล้ออยู่เนืองๆ …และอย่างน้อยมันก็คือบท
พิสูจน์ว่า อ.ฮิโรฮิโกะ อารากิ เป็นนักเขียนการ์ตูนที่มีฝีมือในการเล่าเรื่องที่สนุก 
และมีชั้นเชิงการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์นั่นคือ การหยิบสิ่งที่ตนเองสนใจ
และชื่นชอบ มาผสมรวมกันจนออกมาเป็นการ์ตูนโชเนนรสชาติแปลกลิ้น 
ที่สนุกและมีแนวคิดที่เป็นตัวของตัวเองสูง ..ถ้าเปรียบเป็นอาหารคงเป็นอาหาร
ออเดิร์ฟ ที่แม้จะไม่ได้อร่อยเลิศรส แต่ก็รสชาติดีพอจะทำให้เรารอที่จะทาน
อาหารจานต่อไปได้ล่ะครับ


เพราะการผจญภัยบทใหม่ของโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ จะถึงจุดเปลี่ยนสำคัญก็
ในภาคต่อไปนี่เอง… ปฎิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าโจโจ้ได้เปลี่ยนจากการ์ตูนเนื้อ
หาง่ายๆเนิบๆไปเป็นการ์ตูนแอ็คชั่นฉับไวเปี่ยมสไตส์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 
สาเหตุเพราะความสนุกและสเน่ห์ของพระเอกที่ชื่อ โจเซฟ โจสตาร์” 
ในภาคที่สองนั่นเอง…

ตอนเด็กๆอ่านแล้วไม่ค่อยอะไรกับลายเส้นเท่าไหร่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ลองไปหาเช่ามาอ่านใหม่ดู รู้สึกอ่านปวดตับกับลายเส้นเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะเมื่อก่อนไม่มีสกรีนโทนต้องอาศัยถมดำอย่างเดียวด้วย + กับความเก่าของหนังสือด้วย เอฟเฟคบางอย่างก็ต้องใช้มือวาดด้วย เลยแอบมึนบ้าง อย่างตอนเล่ม 2 นึกว่าดิโอสะบัดผมทั้งๆที่มันแค่เอฟเฟค ภาคนี้ชอบเพราะดราม่าล้วนๆเลย เพราะโจนาธานดูไงก็บู๊ชนะตลอดเลยไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นแนวบู๊เท่าไหร่ เสียดายที่ภาคนี้ค่อนข้างสั้น แต่ถ้ายาวไปก็คงเดาไม่ได้ว่าเรื่องมันจะไปทางไหน คงไม่ใช่ดิโอหนีได้เรื่อยๆหรอกนะ